ลุ้นศาลพิพากษามาบตาพุด เอกชนหวั่นต่างชาติหนีลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน - ข่าวอุตสาหกรรม [Industrial News]

Thursday, October 29, 2009 at 1:06 PM

วันที่ 2009-10-29 11:32:00
(ข่าวอุตสาหกรรม Industrial News)

เอกชนลุ้นอีกเฮือกคำตัดสินศาล ย้ำหากระงับกิจการ 76 กิจการมาบตาพุด กระทบทุนใหม่แน่
หวั่นต่างชาติหนีลงทุนประเทศเพื่อนบ้าน ด้านอุตสาหกรรมมาบตาพุด ยอมรับภาพพจน์ไทยสายตาต่างชาติมองไม่ดีต่อปัญหามาบตาพุด ขณะที่ปูนใหญ่แนะทุกฝ่ายควรหันหน้าเข้าหากัน



นายบวร วงศ์สินอุดม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสปฏิบัติการ บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น จำกัด(มหาชน) หรือ PTTAR กล่าวว่า ขณะนี้ ปตท.คงจะต้องรอคำตัดสินจากศาลปกครองสูงสุดหลังหน่วยงานรัฐได้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลปกครองกลางที่ให้ระงับการดำเนินงาน 76 โครงการว่าจะออกมาลักษณะใด

หากยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลางในการระงับกิจการทั้งหมดยอมรับว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะการลงทุนใหม่ๆ อาจจะต้องมองหาประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพกว่า เช่น เวียดนาม จีน เวลานี้การลงทุนใหม่คงจะต้องชะลอออกไป เพราะรอภาพชัดเจน เพราะคงไม่มีใครกล้าที่จะทำอะไรเครือ ปตท.เองก็เช่นกัน หากผลออกมาไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายลงทุนใหม่คงไม่อยู่ ปิโตรเคมีเฟส 4 ของเครือ ปตท.เองก็เช่นกันอาจต้องมองหาประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม

ทั้งนี้จากคำสั่งศาลปกครองกลางในการระงับการดำเนิน 76 โครงการมูลค่า 288,097 ล้านบาท หากโครงการดังกล่าวไม่สามารถเดินตามแผนที่วางไว้ยังจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ และยังรวมไปถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เนื่องจากมีโครงการของเครือ ปตท.ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาลฯ มีทั้งสิ้น 25 โครงการมูลค่า 130,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีโครงการที่จะช่วยลดมลพิษ 9 โครงการ

เช่น โครงการปรับปรุงน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 ที่จะลดกำมะถันในน้ำมันดีเซลลง หากต้องถูกระงับไม่เพียงแต่จะมีผลทำให้กำมะถันในน้ำมันไม่ลดลงตามแผนของรัฐบาลแล้วยังมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ที่ได้ปรับกระบวนการผลิตเพื่อรองรับมาตรฐานน้ำมันใหม่ และไทยเองยังต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศแล้วน้ำมันที่ผลิตได้ต้องส่งออกไปขายต่างประเทศแทน เป็นต้น

ในส่วนของท่าเทียบเรือและคลังผลิตภัณฑ์ของ ปตท.เคมิคอลหากต้องระงับหรือชะลอออกไปก็กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและอุตสาหกรรมต่อเนื่องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เราจึงไม่เข้าใจว่ากิจการเหล่านี้เราเองก็ทำตามนโยบายรัฐทำไมต้องโดนระงับด้วย

นายบวร กล่าวว่า สำหรับกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอออกมาวัดคุณภาพอากาศที่มาบตาพุดแล้วระบุว่ามีค่าเกินกว่ามาตรฐาน ได้แก่ Benzene ที่ค่ามาตรฐานไทยอยู่ที่ 1.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่เอ็นจีโอวัดได้ 3 มคก./ลบ.ม. แต่ค่ามาตรฐานของญี่ปุ่นอยู่ที่ 3 มคก./ลบ.ม. อังกฤษอยู่ที่ 5 มคก./ลบ.ม. และหากพิจารณามวลสารตัวอื่นๆ ก็พบว่าค่าเฉลี่ยของไทยนั้นมีมาตรฐานสูงกว่าญี่ปุ่นและอังกฤษเช่นกัน ถ้าฝ่ายราชการบอกว่าจะเอามาตรฐานไหน เครื่องมืออะไรวัดเอกชนไม่มีปัญหาและขอให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นายพีระพัฒน์ รุ่งเรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กล่าวว่า วันนี้ภาพพจน์ประเทศไทยไม่ดีนักต่อปัญหามาบตาพุด แต่นักลงทุนต่างประเทศส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อมั่นและมองไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอยู่อยากให้ทุกฝ่ายมองว่ามาบตาพุดคือประเทศไทยเพราะการลงทุนในมาบตาพุดเกือบทั้งหมดเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่จะป้อนวัตถุดิบไปยังโรงงานทั่วประเทศ

หากหยุดก็เท่ากับเศรษฐกิจไทยต้องหยุด การที่กรีนพีซหรือองค์กรภาคเอกชนมาต่อต้านปัญหามลพิษในมาบตาพุดที่ไทยเข้ามาทุกปี และไปทุกประเทศเขาไม่เคยชมประเทศไหนเลยไทยจะต้องมาร่วมคิดกันแก้ไขปัญหามากกว่าเพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด

"ยอมรับว่าหลายกิจการเป็นการลงทุนเพื่อลดมลพิษตามนโยบายรัฐ เมื่อโดนระงับด้วยจึงเกิดคำถามจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเราเองก็ตอบไม่ได้"

นายพีระพัฒน์ กล่าวว่า นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวถึงกรณีมาบตาพุด ว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับประเทศที่ทุกภาคส่วนควรหันหน้าเข้าหากันทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน นักวิชาการ และเอ็นจีโอ เพื่อพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ร่วมกันแก้ปัญหาพัฒนาความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมและชุมชนอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล อุตสาหกรรมเองต้องการยกระดับความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ดูแลซึ่งกันและกัน

โดยคำนึงคุณภาพชีวีตของคนในชุมชนเป็นหลัก และเห็นด้วยที่รัฐบาลได้เร่งออกกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติต่างๆ ที่ชัดเจนและถูกต้องตามมาตรา 67 เพื่อให้โครงการที่ไม่ก่อผลกระทบต่อชุมชนดำเนินการต่อไปได้ ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลในเรื่องมาบตาพุดที่ยังไม่มีความชัดเจนอยู่ และอาจจะทำให้กระทบต่อการลงทุนที่เข้ามาใหม่ๆ ด้วย (ข่าวอุตสาหกรรม Industrial News)
Home | Site Map | RSS Subscribe | Go to top